การเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนมักมองข้ามคือ “ภาษี”
เพราะรูปแบบของภาษีที่ต้องเสีย ขึ้นอยู่กับลักษณะของการดำเนินธุรกิจ ว่าทำในนาม “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล (บริษัท)”
ความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างเหมาะสม และไม่ต้องเจอกับภาระภาษีที่ไม่จำเป็นในอนาคต
👤 ภาษีบุคคลธรรมดา — เหมาะกับผู้เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก
ถ้าคุณเริ่มทำธุรกิจเพียงคนเดียว เช่น ร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร หรือให้บริการในลักษณะฟรีแลนซ์
คุณสามารถจดทะเบียนภาษีในนาม “บุคคลธรรมดา” ได้ ซึ่งมีข้อดีคือ
- ขั้นตอนน้อย ไม่ต้องทำบัญชีแบบเต็มรูปแบบ
- เสียภาษีตาม “เงินได้สุทธิ” ตามขั้นบันได (0% – 35%)
- ไม่ต้องส่งงบการเงินประจำปี
แต่ข้อควรระวังคือ หากรายได้เริ่มเติบโตจนถึงระดับหนึ่ง ภาษีบุคคลธรรมดาจะสูงขึ้นตามขั้นภาษี และอาจทำให้เสียภาษีมากกว่าบริษัทในระยะยาว
🏢 ภาษีนิติบุคคล — เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายหรือดูน่าเชื่อถือ
การจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด จะทำให้ธุรกิจของคุณมีสถานะ “นิติบุคคล”
ซึ่งหมายถึง ธุรกิจแยกออกจากตัวเจ้าของ — มีภาษีของตัวเอง มีงบการเงิน และต้องส่งรายงานต่อกรมสรรพากรเป็นประจำทุกปี
ข้อดีของการเป็นนิติบุคคล ได้แก่
- อัตราภาษีที่ชัดเจน (โดยทั่วไปอยู่ที่ 15%–20%)
- สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ ต่อคู่ค้า สถาบันการเงิน และนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในรูปแบบบริษัทก็มีภาระเพิ่มขึ้น เช่น ต้องมีนักบัญชีดูแล ต้องยื่นงบการเงิน และต้องจัดทำเอกสารอย่างเป็นระบบ
⚖️ แล้วแบบไหน “เหมาะกับคุณ”?
- ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น มีรายได้ยังไม่มาก หรืออยากทดลองแนวทางธุรกิจ → บุคคลธรรมดา อาจเหมาะกว่า
- ถ้าธุรกิจของคุณเติบโตต่อเนื่อง มีรายได้หลักแสน–หลักล้านต่อเดือน ต้องการภาพลักษณ์มืออาชีพ และมีแผนขยาย → นิติบุคคล จะช่วยให้คุณวางแผนภาษีและบริหารได้ง่ายกว่าในระยะยาว
💬 สรุปง่าย ๆ
- บุคคลธรรมดา = เริ่มต้นง่าย แต่ภาษีสูงขึ้นเมื่อรายได้มาก
- นิติบุคคล = ระบบซับซ้อนกว่า แต่ช่วยวางแผนภาษีได้ดีและสร้างความน่าเชื่อถือ
ที่ TaxTeamwork เราเข้าใจดีว่าการเลือกโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมเป็นก้าวแรกของความมั่นคงทางธุรกิจ
ทีมที่ปรึกษาของเราพร้อมช่วยคุณวิเคราะห์ วางแผน และดูแลเรื่องภาษีอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้คุณสามารถโฟกัสกับ “การเติบโตของธุรกิจ” ได้อย่างเต็มที่ 💚
